หลังสืบเท้าเข้าไปภายในเมรัยสถานมีชื่อที่ซุกซ่องผู้เยาว์ชั้นดีมีนามสกุลของละแวกย่านเอาไว้จำนวนหนึ่ง ผมบรรจงหย่อนกายหยาบหนักหกสิบเอ็ดกิโลกรัมเศษลงบนเก้าอี้ไม้ดูสบายใกล้โต๊ะไม้แบนกลมเข้าชุด ขวามือของมันพาดเกยฟุตบาทด้านนอกซึ่งคลาคล่ำไปด้วยสัตว์ปัญญาชนิดหากินกลางคืนมากผู้ ออกปากเรียกเครื่องดื่มมาเข่นความกระหายสำเร็จแล้วผมจึงเฝ้ารออย่างเงียบเชียบระหว่างถูกยัดเยียดความผ่อนคลายให้ด้วยบทเพลงล้นกำหนัดแห่งยุคสมัยนานาชนิด ประดาประดังหลั่งไหลดั่งห่าละอองความบ้าคลั่งที่โปรยปรายลงสู่หนุ่มสาวผู้โดนความเปล่าเปลี่ยวรบกวนในคืนหนาวนี้ กวาดเบ้าตามองทั่วร้าน ความคึกคักซุ่มตัวอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว หลายคนโย้หัวประกอบจังหวะดนตรี หลายคนเคาะเท้าแก้ขวย ประหนึ่งการละเลยอวัยวะให้ดำรงอยู่อย่างเงียบเหงาเกินไปกลายเป็นอาญาอันยอมความมิได้ของบ้านเมือง สิ่งมีชีวิตผู้ครอบครองความดัดจริตหลายนางจงใจกระพรือขนที่ดกที่สุดบนใบหน้าหล่อนอย่างถี่ยิบไปยังโต๊ะที่ถูกรุมล้อมด้วยชายหนุ่มสะโอดสะองแห่งยุคสมัย บางคนเริ่มซวนเซไปกับความสับสนทางเคมีในร่างกายเมื่อสุราได้พรากสติ รวมทั้งสมบัติสตรีของพวกหล่อนไปชำเราเสียหมดสิ้นแล้ว สัตว์เพศตรงข้ามพวกหล่อนก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก ความพยายามจะสาระแนกับผู้หญิงทุกคนที่มีความสวยเป็นมรดกเพียงอย่างเดียวจากบุพการีเป็นหนึ่งในหลายเจตจำนงที่บุคคลเหล่านี้ต้องการบรรจุให้กับความกำหนัดของความเป็นหนุ่ม ความหนาวหน้าอกและโยนีผู้หญิงของพวกเขาโกรกกรรโชกได้รุนแรงกว่าลมเย็นหวีดหวิวในยามนี้แม้ว่ามันจะทวีความหนาวเหน็บไปเยอะกว่าเมื่อตอนหัวค่ำมากโขแล้วก็ตาม
ผมยักไหล่
หลังจากปรายก้นคิ้วดูนาฏกรรมการดิ้นรนทางสัญชาตญาณด้วยความสังเวชแซมเย้ยหยันได้สักชั่วเคี้ยวข้าวอิ่ม ผมจึงตัดสินใจคืนสัมปชัญญะให้กับของเหลวสีเหลืองเข้มอุ่นห่มแก้วเจียระไนที่ปลายรูจมูกเช่นเดิม นาฬิกาพาตัวเองไปถึงเวฬาสามทุ่มอย่างไม่เต็มตีนดีพร้อมกับการเดินทางมาถึงของบุคคลผู้เป็นเจ้าของการรอคอยของผมเมื่อสี่สิบห้านาฑีก่อน เขาเดินเข้ามาบนความผอมบางของเขา ..ผอมบางเสียจนเหมือนเขาเป็นเพียงเงาของตัวเองเท่านั้น หนวดเคราก่ายตัวตามเครื่องหน้าเขาพอสมควร และความเจ้าเล่ห์ที่ประดับไว้ในแววตาก็ทำหน้าที่ของมันอย่างไม่บกพร่อง มันกะล่อนพอๆกับกลิ่นปากของเขาทุกครั้งยามที่ขยับร่องฟันขึ้นพูด
"พี่มาสาย" ผมโยนความหงุดหงิดใส่เขา เขาปฏิเสธที่จะรับ .. หากกลับถ่างมุมปากขึ้นกว้างเพื่อกลบเกลื่อนริ้วรอยความผิดบนใบหน้าโยนกลับมาให้ผมแทน ไม่มีใครเคยบอกเขาว่าการยิ้มมันลดทอนความหล่อเหลาของเขาที่สังคมเพิ่งจะค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ลงได้อย่างสิ้นเชิง .. บริกรสาวใบหน้ากำพร้าการพักผ่อนนวยนาดอาดๆมาพร้อมกับกระดาษปากกา เขายกมือเป็นเชิงห้ามแล้วเล็งนิ้วชี้มายังแก้วผม
"เต้าฮวยร้อน?" บริกรสาวทวนคำเสียงสูงพอกับคิ้วที่ถูกเลิกขึ้นไปเกือบทับหน้าผาก
"เยส มาดาม" เขาตอบด้วยท่าทางสุภาพแบบกึ่งสำเร็จรูปที่เชื้อเชิญการมีเรื่องตามปรกติวิสัย สาวเสิร์ฟถอนหายใจอย่างดุดันก่อนเคลื่อนย้ายสะโพกของหล่อนกลับไปหลังบาร์ ทิ้งไว้แต่เพียงกลิ่นน้ำหอมของสถาบันวีร่า แวงฉุนถีบจมูก
"หนาวเหมือนมีปากกัด" พี่หงิมรำพึง
สัจจพงษ์ พรหมจารีย์พินาศ เป็นชื่อและนามสกุลของเขา
เพื่อนทักเขาว่าสัจ ผมเรียกเขาพี่สัจ แต่เขาโปรดปรานให้ขานว่าหงิมตามที่มารดาเขาถอดหัวใจตั้งให้แต่แรกคลอด ไม่รู้ด้วยเพราะทำไม ทั้งที่หงิมค่อนจะแปลกขี้หูยามได้ยินและลำบากพวงลิ้นยามพูด
"พี่มีบุหรี่มั๊ย"
"ไหนว่าเลิกแล้ว" แกพูดพลางมะงุมมะงาหราฝ่ามือแถวกระเป๋าเสื้อ ก่อนคว้าซองที่ยับเหมือนถูกข่มขืนขึ้นมาเคียงข้างซิบโป้ผิวสีทองอะร้าอร่าม
"ผมยอมรับว่าต้องอาศัยควันของมันเดินทางไปในความคิด ก่อนจะปลิดตัวอักษรลงบนหน้ากระดาษ" ผมปรารภมากกว่าเป็นคำตอบ ก่อนจับยาสูบสัญชาติฟิลิปปินส์เชื้ออเมริกันยัดริมฝีปากแล้วจุดด้วยอุปกรณ์กำนัลความสว่างที่ราคาแพงกว่าเหล้าผู้ดีฉลากแดงตะแคงตีนเดินกว่าเท่าตัว แต่ต้องยอมรับว่ามันก็ให้ความนุ่มนวลได้ตามบุคลิกของมัน
"ยังไม่คิดเลิกอาชีพเอาตัวหนังสือแลกข้าวสารอีกหรือ"
"มันเป็นสิ่งเดียวที่ผมมีติดตัว ถ้าไม่นับรวมกระจู๋" ผมว่าไปตามตรง พี่หงิมพยักหน้าเศร้าๆ พยายามแสดงความเห็นใจแบบไม่โอ้อวด
"ทำไมตอนมึงริเสนอหน้ามาชมโลกไม่ลองคาบช้อนทองออกมามั่งเล่า เผื่อจะได้สบายก่ะเค้าบ้าง"
"ตอนแรกหยิบทัพพีใส่ปากมาด้วยซ้ำ แต่กลัวแม่แกจะเบ่งไม่ไหวเลยคายทิ้ง" ผมยียวนแกกลับ
"มึงมากินเต้าฮวยไกลนะ"
"ผมแค่โหยหาความแตกต่าง" ผมว่าลอยๆหลังพ่นควันสีเทาฟุ้ง มันเป็นความจริงอันตั้งอยู่บนความจริงที่ว่าสก็อตวิสกี้กับโซดาได้กลายตนเป็นอารยธรรมของคนในประเทศนี้ไปแล้ว
ลำโพงขว้างจังหวะและทำนองแน่นทึบออกมาจากกลีบหลืบมืดสลัวในร้าน เสียงนักร้องหญิงวัยไม่หย่ากำดัดกรีดกังวานยิ่งกว่าเครื่องบินสองมัคฉีกม่านบรรยากาศ
"เบื่ออีพวกเชี้ยพวกนี้จริง" ผมสบถอย่างไม่มีปี่มีแซกโซโฟนขึ้นขัดสำเนียงซึ่งกำลังย่ำยีน้ำในรูเรี้ยวข้างศีรษะทั้งสองท่อ
"เป็นส้นตีนอะไรอีก แดกไปสิเต้าฮวย แดกแตนไม่อร่อยหรอก"
"ผมไม่สบอารมณ์สิ่งที่เรียกว่าการซื้อความรุ่มรวยทางบทกวีมาขายทอดตลาดอย่างนี้"
"คิดมากเดี๋ยวก็ประสาทแดกก่อนถึงนิพพาน"
"ผมมองว่าเป็นความใส่ใจต่อสังคม"
"แต่กูมองเป็นความหมกมุ่น"
"พวกมันทำกันได้ยังไง ขายกาพย์ขายโคลงให้อีคางแหลมจมูกโด่งเอาไปคร่ำครวญกันให้น้ำลายปลิว จิตใจมันโหดเหี้ยมอำมหิตกันนัก!"
"คำก็อี สองคำก็อี ปิตาธิปไตยเหลือเกินนะมึงนะ"
ผมยักไหล่ "ก็แค่ว่าไปตามเนื้อ .. ไอ้พวกหัวสั้นมีหนังหุ้มลึงค์ผมก็เรียกอี .. เดือนเดือนมันโดนเครื่องสำอางค์ขโมยเงินไปกี่ร้อยกี่พันสตางค์? เยอะกว่าชีวิตการแต่งหน้าของแม่มันซะด้วยล่ะมั๊ง"
"ปากร้าย"
"แต่ก็ใจหมา" ผมยอตัวเองอย่างไม่กลัวเปลืองความหน้าด้าน
"ทำกันได้ยังไงน่ะหรือ ก็เพราะว่ามันเสือกแต่งตั้งตนเองเป็นธุรกิจนั่นแหล่ะ เมื่อมีมีอุปสงค์หมู่เสนอ ก็มีอุปทานหมู่สนองตามกลไกของระบบพาณิชย์ มันเป็นการสมยอมกันระหว่างนายทุน ผู้ประกอบโลกศิลปะ และตัวแทนจัดจำหน่าย"
"ศิลปะคือ?"
"มึงอย่าเปิดประเด็น กูยอมรับว่าช่วงนี้สมองกูยื่นอุทธรณ์ว่ามันเริ่มทำงานเกินความสามารถของมัน"
"ประหลาดใจที่ตับของพี่ยังสงบเสงี่ยมอยู่"
"กูไม่มีตับเหลือมานานแล้ว .. ถ้ามึงยังอยากจะรู้"
ผมยักไหล่
"ไหนจะทั้งขานตัวเองว่าศิลปิน ... นรก! ฉิบหาย! หายางอายไม่เจอ!"
"ศิลปินคือ?"
"ผมต้องสั่งเต้าฮวยเพิ่มเพื่อเช่าเวฬาพี่สองชั่วโมงสำหรับการสนทนาหัวข้อนี้"
"ห่าเอ๊ย กูไม่น่า.. ฟากกูขอเป็นเหล้าแทนได้มั๊ย ลื่นรูปากกว่าเยอะ"
"สองสามวันก่อนผมค้นพบขอทานผู้ไม่ได้พกดวงตาติดตัวมาโขยกเขยกอยู่แถวที่ทำงาน อายุอานามไม่น่าผ่านลมหนาวมาเกินสี่สิบฤดู แกก้มๆเงยๆวางตูดลงบนเก้าอี้สี่ขา เสียบแจ๊คกีต้าร์โปร่งเข้ากับแอมป์พลิเฟลอร์ระบบเคลื่อนที่ ใช้บาทวิถีต่างเวที แล้วเริ่มต้นมหรสพโดยไม่สนใจอ้ายอีคนใด"
"เค้ามองเห็นหรือว่าจะเป็นหมาหรือคนมานั่งดู?" เป็นคำแดกดันมากกว่าคำถาม
"ช่างแม่งเหอะ เอาเป็นว่าผมพยุงตัวฟังเขาอยู่สามสี่เพลง ผมประทับใจมาก แม่นยำเหมือนคลุกสมุดโน้ตกินกับข้าว รวงนิ้วพริ้วเสียจนเผลอริษยาเมียเขาที่บ้าน และขนาดผมขอเพลงฝรั่งไปเขาก็ยังนำมาถวายให้ผมได้"
"เพลงเหี้ยมอะไรของมึง"
"ดั๊ส อิน เดอะ วินด์ บาย แคนซัส"
"เพลงสากรูหู กูไม่เคยฟัง" มีความเย้อหยิ่งซ่อนไว้อย่างไม่มิดชิดในน้ำเสียงของเขา
"ฝีมือเขาควรค่าแก่คำว่าศิลปิน แต่ผมขานคำว่าศิลปินกับเขาไม่ได้" ผมเหยียดลำตัวออกเล็กน้อย ยกเต้าฮวยจิบเบาๆ
"ด้วยเพราะว่า"
"ด้วยเพราะว่าที่เขาเล่นเป็นเพลงของชาวบ้านชาวโตรกชาวช่องเค้าทั้งสิ้น เขาเป็นเพียงนักดนตรี หาใช่ศิลปิน"
"นั่นคืออะไร สิ่งที่มึงชอบเรียกว่าปรัชญาใช่มั๊ย?"
"ไม่ใช่ ..มันเป็นปรัชญวย"
"ปรัชญวย!!??"
"ใช่ ปรัชญวย .. มันคือการแสดงความจริงทางปัญญาที่อ่อนกว่าปรัชญา"
"มึงพูดลึกกูฟังไม่ออก"
ผมยักไหล่ "มันเป็นบางส่วนในความศิวิไลซ์"
พี่หงิมยังงงเป็นไก่หลงกรุงเทพ "เหี้ยอะไรของมึงอีก"
"ความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถห่อหุ้มฐานันดรศักดิ์ว่าศิลปินให้แก่ตัวเองได้นั้น เพราะเขาไม่สามารถสกัดเอาความสุนทรีย์ออกมาบิดเป็นบทพร่ำพรรณนาเพื่อใช้ประพรมอารมณ์เองได้ .. หรือถ้าเขาทำได้ มันก็จะมีค่าไม่ต่างอะไรกับกลอนเปล่าตามตลาดที่หาราคาไม่เจอ เนื่องมาจากความพิการร่างกายแต่ไม่พิการความคิดของเขา แม้ว่ามันจะมีศักดิ์และสิทธิ์ในความงามเหนือกว่ากลอนเปล่าที่อีพวกกะหรี่เหล็กดัดพิการความคิดแต่ไม่พิการร่างกายแหกลำคอร้องร่ำกันจนมีชื่อทั่วบ้านทั่วตำบล ทั้งมันและตัวเขาก็ยังต้องดำรงตนอยู่ในใต้ถุนของสังคมที่ขานกันว่าความศิวิไลซ์ตลอดไป"
"กูเข้าใจปรัชญวยอันนี้" พี่หงิมชักสีหน้าระรื่นถูกใจ ตบเต้าฮวยให้รางวัลตัวเองคำโต
"นี่ใช่มั๊ยที่พี่เรียกว่าความเป็นไปของระบบระบอบ"
"มึงยังอ่อนเดียงสาต่อโลกนัก" พี่หงิมวางแก้วแล้วนำมือประสานกันบนหัวนมอย่างมีมาด "สำหรับมึง ศิลปินมีความหมายแค่นั้นน่ะหรือ"
"ผมคิดว่าใช่"
"จำเป็นต้องมีชื่อเสียง ได้รับใช้คนหมู่มาก ซัมทิง ไลค์ แด๊ท?"
"แอนด์ อิฟ ยู โนว ซัมกระทิง ..พลีส เอนไลท์ มี บราเด้อะ"
"กูคิดว่าใครก็ได้ในเอกภพซึ่งจริงใจกับงานที่ตนเองทำ คือศิลปิน และมีความเป็นศิลปินมากกว่าพวกยืนกระดิกแคมตูดทำงานชุ่ยๆแล้วยัดเยียดการเสพให้ผู้อื่น .. ถ้าทุกอย่างที่มีความวิจิตรทางผัสสะคือศิลปะ ทุกคนที่ทำก็คือศิลปิน ทุกคนที่ซื่อตรงต่อวิญญาณของตน มึงไปดูพวกงานก่อสร้างฉาบตึกฉาบปูน .. งานฝีมือทั้งนั้นหาใช่ฝีตีน มึงทำอย่างนั้นได้รึ!? กูเองก็ทำไม่ได้ .. แม้แต่โต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่นี่ มึงคิดว่าใครประดอยประดีดมันขึ้นมา เอกอัครมหาศิลปินแห่งชาติผู้ไหน? ไม่มี! ช่างไม้เราๆมึงๆนั่นแหล่ะ ดูสิมึงดู ความโค้ง สมมาตร พื้นผิว องค์ประกอบ อรรถประโยชน์ มันคืออะไรที่กูต้องยกย่องว่าเป็นการบรรลุทางสถาปัตยศาสตร์ระดับคลาสสิค"
"อืมม ..เยส บราเด้อร์หงิม"
" มันไม่มีความจำเป็นที่ศิลปะต้องห้ามสมสู่กับธุรกิจเสมอไป .. มันอยู่ที่เจตนา ทุกกรรมกระทำล้วนถือคลอดมาจากรูเจตนาทั้งสิ้น"
"สาธุ สาโท .. สังโค สังคัง"
"มึงประชดกูอีกล่ะสิ"
"ครับ แต่ต้องยอมรับว่ามันคมคายเหมือนใบมีดโกนในห้องคลอดไม่มีผิดเพี้ยน"
"ทะลึ่ง"
"เจตนาวณิพกนิรนามผู้นั้นคือขับกล่อมสังคมเพื่อเลี้ยงดูหูรูดกระเพาะของเขา แต่ผมรู้สึกว่ารายได้ที่เขารับมันล้วนมาจากความสงสารแซมเวทนา ผู้คนไปเยี่ยมเขาแล้วโยนเศษสตางค์เพื่อพะเน้าพะนออัตตาของตนเท่านั้น บางพวกคำชมหล่นไม่ขาดปากว่าเก่งยังนั้นดีอย่างนี้ทั้งที่ตัวมายืนดมเหงื่อเขายังไม่ถึงครึ่งนาฑีด้วยซ้ำ .. ทุกอย่างเพียงเพราะเขามีความพิการเป็นเพื่อน"
"สำหรับกู คนพิการคือคนที่ตาไม่เคยเห็นคนอื่นในสายตา มือไม่เคยยื่นไปช่วยคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งใด หูไม่เคยฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดเลย ปากไม่เคยพูดสิ่งดีของคนอื่นนอกจากเอาดีใส่ตัว ขาไม่เคยมีไว้สำหรับพยุงใครอื่นนอกจากเอาไว้กระทืบคนล้ม และสมองไม่ยอมรับในสิ่งที่ต่างจากตัวเองคิด กูไม่สนใจว่าศิลปินเอกของมึงจะไปลืมลูกตาหล่นไว้ที่ไหนเมื่อไหร่ แต่เขาไม่ใช่คนพิการสำหรับกู และเขาก็ไม่ต้องการความสงสารจากใคร แม้แต่ความรู้สึกของมึงที่นึกเอาว่าข้าวสวยของเขาแต่ละวันผันตัวเองมาจากความสงสารนั่นเขาก็ไม่ต้องการ .. หากมึงหรือใครมีความคิดเช่นนี้ ก็นับได้ว่าพิการทางสมองไปแล้วครึ่งซีก"
ผมยกมือพนมท่วมหัว
"หากพลเมืองบ้านเรามีความฟุ่มเฟือยในมุมมองเหมือนพี่กันซักครึ่งจังหวัดคงดี .. ทุกวันนี้มีแต่จะเอาดีเข้าตัวอย่างที่ว่า .. แต่ผมก็ไม่แปลกจิตเท่าไร .. การศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติเราซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ถูกคุมกำเนิดมาแต่ไหนแต่ไร การเรียนรู้ที่ผ่านมาโรยหูเราว่าการคิดเป็นสิ่งที่ผิด มันจะทำให้เราแตกต่างและแปลกแยก .. เมื่อเอามารวมกันเข้าแล้วมันก็กลายตัวเป็นแตกแยก"
"กูเห็นว่าคนเราคิด เรียนรู้ ได้ด้วยประสบการณ์ตัวเองและการรับฟังคนอื่น ไม่ใช่จากในโรงเรียนหรือมหาลัยมหารวย ทุกความคิดไม่มีผิด ไม่มีถูก ถ้าเรายอมเปิดใจรับฟังกันและกัน เชื่อมั่นในความคิดตัวเอง หากแต่ยอมรับในความคิดที่แตกต่าง เอาทุกความคิดมาช่วยกัน ทุกอย่างก็สามารถเดินไปได้อย่างมีความสุขร่วมกันได้"
"ฤดูกาลหน้าพี่น่าจะลงส.ส."
"กูไม่เคยจินตนาเอาไว้เลยว่าตัวกูจะเปลี่ยนแปลงส้นตีนส้นตึกอะไรได้ .. โดยเฉพาะที่แน่ๆต่อกับประเทศนี้"
"ขอเพียงพี่ยังคงมีศรัทธาในหลักการอยู่"
"ส่วนกู กูว่ากูควรขอตัวไว้แต่เท่านี้ มีโอกาสเมื่อไรจะแวะเวียนมาลงแขกความคิดเห็นกันอีกครั้ง" แกว่าแล้วหาวเสียงดังกระหึ่ม
"และจำไว้อีกอย่าง" ตอนนี้พี่หงิมลุกขึ้น กระดกเต้าฮวยออนซ์สุดท้ายใส่คอหอยแล้วเอาแก้วชี้มาที่หน้าผม
"ศรัทธามันก็เป็นเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจะกลายเป็นลุ่มหลง และในวัยชราจะเปลี่ยนชื่อเป็นงมงาย อย่าไปจริงจังกับมันมาก ยืนยันว่าเดี๋ยวประสาทแดกก่อนถึงนิพพาน .. กูไปละ ออกค่าเต้าฮวยให้กูด้วย ช่วงนี้กูพิการแบงค์ในกระเป๋า"
พี่หงิมกล่าวจบแล้วกระแทกตูดแก้วกับผิวโต๊ะหันหลังเดินออกไปด้วยมาดพระเอกหนังยุค35มม. เหลือทิ้งไว้เพียงเศษความศรัทธาผมที่เคยมีต่อตัวแกหล่นแตกกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
น้ำเต้าฮวยยี่สิบบาทมันยังชิ่งเอากันได้ เลวใจจริงๆ
.